เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
MC กำไรสุทธิ Q2/66 โต 6.7% รับกำลังซื้อฟื้น-ยอดขายออฟไลน์พุ่ง
ข่าวสาร

MC กำไรสุทธิ Q2/66 โต 6.7% รับกำลังซื้อฟื้น-ยอดขายออฟไลน์พุ่ง

MC P/E 12.80 YIELD 8.14
2 วัน 08:02 น. 0 ความเห็น

รายได้-กำไรโตตามเศรษฐกิจฟื้นตัว ฝ่ายจัดการชี้กำลังซื้อกลับมาช่องทางหน้าร้านเป็นปัจจัยหลัก

บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปีบัญชี 2566 (1 ต.ค. - 31 ธ.ค. 2565) มีรายได้จากการขาย 1,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 246 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% โดยปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของกำลังซื้อในช่องทางออฟไลน์ โดยเฉพาะร้านค้าปลีกของตนเองและห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นช่องทางหลักของบริษัทฯ

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ MC ในไตรมาส 2 ปีบัญชี 2566 คือ การฟื้นตัวของกำลังซื้อในช่องทางออฟไลน์ ซึ่งส่งผลให้รายได้จากการขายเติบโตขึ้น 12.2% YoY มาอยู่ที่ 1,117 ล้านบาท และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 6.7% YoY เป็น 246 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นทรงตัวที่ 65.2% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 22.0%

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ฝ่ายจัดการระบุว่า การฟื้นตัวของกำลังซื้อในช่องทางออฟไลน์เป็นผลมาจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค COVID-19 ของภาครัฐ การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการเปิดประเทศ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาคึกคัก โดยเฉพาะในส่วนของ รายได้จากร้านค้าปลีกของตนเอง (Free-standing Shop) ที่เติบโตถึง 21.2% YoY ในไตรมาสนี้ และ รายได้จากห้างสรรพสินค้า (Department Store) ที่เพิ่มขึ้น 12.5% YoY ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ในขณะที่ยอดขายของปีก่อนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ทำให้การเปรียบเทียบ YoY ในปีนี้จึงเห็นการเติบโตที่ชัดเจน

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ภาครัฐยังคงมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวม อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบที่ต้องจับตาคือ สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่อาจส่งผลต่อต้นทุนสินค้า ความกังวลเรื่องน้ำท่วม และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะต่อไป

Highlight สำคัญ

  • รายได้จากการขายเติบโต 12.2% YoY แตะ 1,117 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปีบัญชี 2566
  • กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 6.7% YoY เป็น 246 ล้านบาท
  • อัตรากำไรขั้นต้นทรงตัว ที่ 65.2% สะท้อนการบริหารต้นทุนที่ดี
  • รายได้จากร้านค้าปลีกของตนเอง (Free-standing Shop) เพิ่มขึ้น 21.2% YoY เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก
  • รายได้จากห้างสรรพสินค้า (Department Store) เพิ่มขึ้น 12.5% YoY
  • ยอดขายช่องทางออนไลน์ (E-Commerce) ลดลง 14.1% YoY
  • จำนวนสาขารวมเพิ่มขึ้น 16 สาขา ณ สิ้นไตรมาส 2 ปีบัญชี 2566 เป็น 663 สาขา

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2 ปีบัญชี 2566 (1 ต.ค. - 31 ธ.ค. 2565) บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายรวม 1,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของกำลังซื้อในช่องทางออฟไลน์อันเป็นผลมาจากการผ่อนคลายมาตรการ COVID-19 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงการเปิดประเทศ ในขณะที่ยอดขายของปีก่อนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19

สำหรับงวด 6 เดือนแรกปีบัญชี 2566 (1 ก.ค. - 31 ธ.ค. 2565) บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 1,876 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 30.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ด้านกำไรขั้นต้นในไตรมาส 2 ปีบัญชี 2566 อยู่ที่ 728 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.4% YoY โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 65.2% ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อนเล็กน้อย (65.1%) สะท้อนการบริหารจัดการต้นทุนที่ยังคงมีประสิทธิภาพ

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารรวม 419 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.3% YoY สอดคล้องกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนต่อยอดขายอยู่ที่ 37.6% ซึ่งสูงขึ้นเล็กน้อยจาก 37.2% ในปีก่อน โดยฝ่ายจัดการระบุว่าปีก่อนมีการควบคุมค่าใช้จ่ายที่เข้มงวดกว่า

ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปีบัญชี 2566 อยู่ที่ 246 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% YoY โดยมีอัตรากำไรสุทธิ 22.0% ลดลงเล็กน้อยจาก 23.0% ในปีก่อน

สำหรับงวด 6 เดือนแรกปีบัญชี 2566 กำไรสุทธิอยู่ที่ 362 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 42.3% YoY โดยมีอัตรากำไรสุทธิ 19.2% ซึ่งสูงกว่า 17.6% ในปีก่อน

โอกาส

  • การฟื้นตัวของกำลังซื้อผู้บริโภค: การผ่อนคลายมาตรการ COVID-19 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงการท่องเที่ยวที่กลับมา จะช่วยหนุนกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม
  • การขยายช่องทางการจัดจำหน่าย: การเพิ่มจำนวนสาขาร้านค้าปลีกของตนเอง (Free-standing Shop) และการบริหารจัดการช่องทางห้างสรรพสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้า
  • การบริหารจัดการต้นทุน: การรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง แสดงถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนสินค้าและการส่งเสริมการขาย

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก: สถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าและห่วงโซ่อุปทาน
  • อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น: การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะยาว
  • ภัยธรรมชาติ: ความกังวลต่อสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและกำลังซื้อในบางภูมิภาค
  • การแข่งขันในช่องทางออนไลน์: แม้ว่าช่องทางออฟไลน์จะฟื้นตัว แต่ช่องทางออนไลน์ยังคงมีการแข่งขันสูง และยอดขายในส่วนนี้ของบริษัทฯ ปรับลดลง

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มกำลังซื้อในช่องทางออฟไลน์: การเติบโตของรายได้จากร้านค้าปลีกของตนเองและห้างสรรพสินค้าจะสามารถรักษาโมเมนตัมได้ต่อเนื่องหรือไม่
  • ผลกระทบจากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจ: การปรับขึ้นดอกเบี้ยและต้นทุนสินค้า จะส่งผลต่ออัตรากำไรและยอดขายในระยะถัดไปอย่างไร
  • การฟื้นตัวของยอดขายออนไลน์: บริษัทฯ จะมีกลยุทธ์ในการกระตุ้นยอดขายในช่องทาง E-Commerce ได้อย่างไร
  • การบริหารจัดการสต็อกสินค้า: การเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง 4% ณ สิ้นไตรมาส จะส่งผลต่อต้นทุนการจัดเก็บและอัตรากำไรหรือไม่

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)

รายได้: รายได้จากการขายสินค้าในไตรมาส 2 ปีบัญชี 2566 เพิ่มขึ้น 12.2% YoY เป็น 1,117 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนรายได้จากช่องทางร้านค้าปลีกของตนเอง (Free-standing Shop) 66%, ห้างสรรพสินค้า (Department Store) 23%, ร้านค้าออนไลน์ (E-Commerce) 8% และช่องทางอื่นๆ 4%

  • ร้านค้าปลีกของตนเอง: รายได้เพิ่มขึ้น 21.2% YoY เป็น 738 ล้านบาท
  • ห้างสรรพสินค้า: รายได้เพิ่มขึ้น 12.5% YoY เป็น 251 ล้านบาท
  • ร้านค้าออนไลน์: รายได้ลดลง 14.1% YoY เป็น 88 ล้านบาท

จำนวนสาขา: ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 กลุ่มบริษัทมีจุดจำหน่ายรวม 663 สาขา เพิ่มขึ้น 16 สาขาจาก 647 สาขา ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565 โดยส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นในร้านค้าปลีกของตนเอง

อัตรากำไรขั้นต้น: อยู่ที่ 65.2% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 65.1% ในปีก่อน โดยยังคงเน้นกลยุทธ์การวางแผนส่งเสริมการขายที่หลากหลาย

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: เพิ่มขึ้น 13.3% YoY เป็น 419 ล้านบาท เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนต่อยอดขายอยู่ที่ 37.6% สูงขึ้นเล็กน้อยจาก 37.2% ในปีก่อน

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

สินทรัพย์รวม: ณ สิ้นไตรมาส 2 ปีบัญชี 2566 (31 ธ.ค. 2565) อยู่ที่ 5,557 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จาก 5,062 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของอาคารและอุปกรณ์ (162 ล้านบาท) สำหรับการขยายร้านค้า, เงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น (115 ล้านบาท), สินทรัพย์สิทธิการใช้ (61 ล้านบาท) และสินค้าคงคลัง (53 ล้านบาท)

หนี้สินรวม: อยู่ที่ 1,747 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 359 ล้านบาท จาก 1,387 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากเจ้าหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้น (171 ล้านบาท)

ส่วนของผู้ถือหุ้น: อยู่ที่ 3,810 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 135 ล้านบาท จาก 3,675 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น (362 ล้านบาท) หักด้วยเงินปันผลจ่าย (226 ล้านบาท)

สภาพคล่อง: ณ สิ้นไตรมาส 2 ปีบัญชี 2566 กลุ่มบริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวม 2,111 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 115 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีกระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 284 ล้านบาท

อัตราส่วนทางการเงิน:

  • อัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 3.6 เท่า (หากไม่รวมหนี้สินตามสัญญาเช่าที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี จะอยู่ที่ 5.0 เท่า)
  • อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.5 เท่า

สรุปท้าย

หัวใจหลักของผลประกอบการ MC ในไตรมาส 2 ปีบัญชี 2566 คือการฟื้นตัวของกำลังซื้อในช่องทางออฟไลน์ โดยเฉพาะร้านค้าปลีกของตนเองและห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันรายได้และกำไรให้เติบโตขึ้น แม้จะเผชิญกับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก แต่การบริหารจัดการต้นทุนที่แข็งแกร่งยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ดี สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือความสามารถในการรักษาโมเมนตัมการเติบโตของช่องทางออฟไลน์ และการปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อกำลังซื้อในอนาคต

ยังไม่มีความคิดเห็น