LIT พลิกขาดทุนหนัก Q2/66 รับผลกระทบภาษีย้อนหลัง-ต้นทุนพุ่ง
รายได้อสังหาฯ โต แต่ธุรกิจบำบัดกากวูบ ฉุดกำไรสุทธิหด 756%
บริษัท ลีซ อิท จำกัด (มหาชน) หรือ LIT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 5.4 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุน 1.6 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายรวมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่งวด 6 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทฯ พลิกขาดทุนสุทธิ 10.5 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 1.6 ล้านบาท
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ LIT ในไตรมาส 2 และครึ่งปีแรกของปี 2566 พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน มาจาก การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายรวม ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจาก ค่าใช้จ่ายทางภาษีที่ถูกประเมินย้อนหลัง และ ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโตได้เล็กน้อยจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่สามารถชดเชยแรงกดดันด้านต้นทุนได้
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- ค่าใช้จ่ายทางภาษีย้อนหลัง: ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบอย่างมากคือ ค่าใช้จ่ายทางภาษีที่ถูกประเมินย้อนหลังสำหรับปี 2560 จำนวน 6.3 ล้านบาท ซึ่งปรากฏทั้งในไตรมาส 2 และงวด 6 เดือนแรกของปี 2566 ส่งผลโดยตรงต่อผลกำไรสุทธิ
- ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์: การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการ The Plenary และ C-Space Bang Yai ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 5.1 ล้านบาท และงวด 6 เดือนแรกเพิ่มขึ้นถึง 19.8 ล้านบาท
- ธุรกิจบำบัดกาก: แม้ว่ารายได้จากธุรกิจบำบัดกากจะลดลง 7.4 ล้านบาทในไตรมาส 2 และ 6.8 ล้านบาทในงวด 6 เดือนแรก แต่ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดกากกลับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในงวด 6 เดือนแรก (3.8 ล้านบาท) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการตัดจำหน่ายหลุมฝังกลบ
- ผลขาดทุนจากสต็อกหน้ากากอนามัย: ในงวด 6 เดือนแรก บริษัทฯ มีการตั้งผลขาดทุนจากการลดมูลค่าสินค้าคงเหลือ (หน้ากาก) จำนวน 4.4 ล้านบาท เนื่องจากภาวะหน้ากากอนามัยล้นตลาด
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ลักษณะครั้งคราว โดยมีปัจจัยหลักคือ ค่าใช้จ่ายทางภาษีที่ถูกประเมินย้อนหลัง ซึ่งเป็นรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำ และคาดว่าจะส่งผลกระทบเฉพาะในงวดที่ถูกประเมิน อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอาจมีผลต่อเนื่องหากบริษัทยังคงมีการโอนกรรมสิทธิ์โครงการอย่างต่อเนื่อง ส่วนผลขาดทุนจากสต็อกหน้ากากอนามัยก็เป็นรายการที่เกิดจากสภาวะตลาดเฉพาะช่วง
Highlight สำคัญ
- พลิกขาดทุนสุทธิ: ไตรมาส 2/2566 ขาดทุนสุทธิ 5.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 238% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และงวด 6 เดือนแรกขาดทุนสุทธิ 10.5 ล้านบาท เทียบกับกำไร 1.6 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้รวมเติบโต 4%: ไตรมาส 2/2566 รายได้รวม 70.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 67.4 ล้านบาทในปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
- ธุรกิจอสังหาฯ โตเด่น: รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 8.4 ล้านบาทในไตรมาส 2 และ 24.4 ล้านบาทในงวด 6 เดือนแรก จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ The Plenary และ C-Space Bang Yai
- ธุรกิจบำบัดกากวูบ: รายได้ธุรกิจบำบัดกากลดลง 7.4 ล้านบาทในไตรมาส 2 และ 6.8 ล้านบาทในงวด 6 เดือนแรก
- ต้นทุนพุ่งกระฉูด: ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 13% ในไตรมาส 2 และ 27% ในงวด 6 เดือนแรก
- ค่าภาษีย้อนหลังกระทบหนัก: ค่าใช้จ่ายภาษีที่ถูกประเมินย้อนหลังปี 2560 จำนวน 6.3 ล้านบาท เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลขาดทุนเพิ่มขึ้น
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 LIT มีรายได้รวม 70.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการ The Plenary และ C-Space Bang Yai ซึ่งส่งผลให้รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 8.4 ล้านบาท และมีรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 2.7 ล้านบาท จากเงินปันผลรับ อย่างไรก็ตาม รายได้จากธุรกิจบำบัดกากลดลง 7.4 ล้านบาท
ในขณะที่ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 13% เป็น 74.4 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ 5.1 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น 6.7 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายทางภาษีที่ถูกประเมินย้อนหลังของปี 2560 จำนวน 6.3 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิสำหรับไตรมาสนี้ 5.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 238% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับงวดหกเดือนแรกของปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 142.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เช่นกัน แต่ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้นถึง 27% เป็น 149.4 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น 19.8 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายทางภาษีย้อนหลัง 6.3 ล้านบาท ทำให้บริษัทฯ พลิกขาดทุนสุทธิ 10.5 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 1.6 ล้านบาท
โอกาส
- การโอนกรรมสิทธิ์โครงการอสังหาริมทรัพย์: การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการ The Plenary และ C-Space Bang Yai ที่ยังคงดำเนินต่อไป จะเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้ของบริษัทฯ ในช่วงที่เหลือของปี
- มาตรการเชิงรุกทางการตลาด: ฝ่ายบริหารมีแผนออกมาตรการเชิงรุกมากขึ้นเพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลในไตรมาสที่เหลือของปี
- การลงทุนในโครงการเดิม: การลงทุนในโครงการเดิมที่ยังคงดำเนินอยู่ แสดงถึงการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ความเสี่ยง
- การรุกตลาดไม่มากพอ: ฝ่ายบริหารยอมรับว่าการรุกตลาดที่ผ่านมายังไม่มากพอ ซึ่งอาจส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายยอดขาย
- ภาวะหน้ากากอนามัยล้นตลาด: ส่งผลให้ธุรกิจผลิตและจำหน่ายหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ไม่มีรายได้และต้นทุน เนื่องจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศมีราคาถูกกว่า
- ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น: การเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไรของบริษัทฯ
- ความผันผวนของธุรกิจบำบัดกาก: รายได้จากธุรกิจบำบัดกากมีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้รวมของบริษัทฯ
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ผลของมาตรการเชิงรุกทางการตลาด: จะสามารถกระตุ้นยอดขายและรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมายได้หรือไม่
- ความคืบหน้าการโอนกรรมสิทธิ์โครงการอสังหาริมทรัพย์: จำนวนยูนิตที่โอนได้ในไตรมาสถัดไป
- การบริหารจัดการต้นทุน: บริษัทฯ จะสามารถควบคุมต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้อย่างไร
- ผลกระทบจากค่าใช้จ่ายภาษีย้อนหลัง: จะมีผลกระทบเพิ่มเติมอีกหรือไม่ หรือเป็นรายการครั้งเดียว
- แนวโน้มธุรกิจบำบัดกาก: จะมีการฟื้นตัวหรือยังคงลดลงต่อเนื่อง
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
ในฐานะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจหลากหลาย ทั้งธุรกิจบำบัดกาก อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจอื่นๆ LIT เผชิญกับความท้าทายที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มธุรกิจ
- ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: เป็นพระเอกที่ช่วยพยุงรายได้รวมให้เติบโตได้จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ The Plenary และ C-Space Bang Yai อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
- ธุรกิจบำบัดกาก: เป็นธุรกิจที่รายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณที่ต้องพิจารณาถึงกลยุทธ์ในการบริหารจัดการหรือการปรับตัวของธุรกิจนี้
- ธุรกิจอื่นๆ: การที่ธุรกิจผลิตหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ต้องหยุดชะงักเนื่องจากภาวะตลาดล้นตลาด และธุรกิจเหมืองขุดสกุลเงินดิจิทัลที่ไม่มีแผนการตลาด แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ หรือการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะตลาด
- รายได้อื่น: การได้รับเงินปันผลรับจากเงินลงทุนระยะยาวเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยเสริมรายได้ แต่ก็เป็นรายการที่ไม่ใช่รายได้หลักจากการดำเนินงาน
- ค่าใช้จ่ายทางภาษี: การประเมินภาษีย้อนหลังเป็นรายการพิเศษที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลกำไรในงวดนี้
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 1,511.4 ล้านบาท ลดลง 2% จากสิ้นปี 2565 โดยสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 3% ส่วนใหญ่จากการให้กู้ยืมระยะสั้นและดอกเบี้ยค้างรับจากกิจการที่เกี่ยวข้องกัน ขณะที่สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนลดลง 4% ส่วนใหญ่มาจากการตัดค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่ายตามปกติ
หนี้สินรวมอยู่ที่ 206.5 ล้านบาท ลดลง 1% จากสิ้นปี 2565 และส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1,304.9 ล้านบาท ลดลง 2% ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.16 เท่า ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานในงวด 6 เดือนแรกของปี 2566 อยู่ที่ 30.5 ล้านบาท ลดลงจาก 43.3 ล้านบาทในปีก่อน ขณะที่กระแสเงินสดจากการลงทุนใช้ไป 47.8 ล้านบาท และกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินได้มา 4.6 ล้านบาท ส่งผลให้เงินสดสุทธิลดลง 12.7 ล้านบาท โดยมีเงินสด ณ สิ้นงวด 120.8 ล้านบาท
สรุปท้าย
LIT ในไตรมาส 2/2566 เผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างหนัก โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายทางภาษีย้อนหลังและการเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ผลประกอบการพลิกขาดทุนสุทธิ แม้ว่ารายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเติบโตได้ดี แต่ก็ไม่สามารถชดเชยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้ ความเสี่ยงหลักอยู่ที่การบริหารจัดการต้นทุนและสภาวะตลาดของธุรกิจบำบัดกากและธุรกิจอื่นๆ อย่างไรก็ตาม การมีมาตรการเชิงรุกทางการตลาดและการลงทุนในโครงการเดิมเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาว่า จะสามารถพลิกฟื้นผลประกอบการให้กลับมาดีขึ้นได้ในไตรมาสถัดไปหรือไม่