KK กำไรสุทธิลดลง YoY แต่รายได้รวมเติบโต รับผลบวก SSSG และสาขาใหม่
รายได้รวม Q2/66 เติบโต 10.85% YoY จาก SSSG และการขยายสาขา ขณะที่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นกดดันผลกำไรสุทธิ
บริษัท เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ เซาท์เทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ KK รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้จากการขายรวม 258.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.85% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจะเติบโต แต่บริษัทกลับขาดทุนสุทธิ 3.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขาดทุน 6.38 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ปรับตัวสูงขึ้น
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: บริการ
เลนส์ sector สำหรับหาหัวใจ: มองหาหัวใจจาก volume/SSS, จำนวนลูกค้า-สาขา, utilization, ราคาขาย, ต้นทุนแรงงาน/ค่าเช่า, หรือรายได้พิเศษ
หัวใจหลักของผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2566 ของ KK คือ การเติบโตของรายได้จากการขายที่แข็งแกร่งจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) และการเปิดสาขาใหม่ ควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ส่งผลให้กำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิถูกกดดัน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ รายได้จากการขายที่เติบโต 10.85% YoY โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักคือ Same Store Sales Growth (SSSG) ที่เพิ่มขึ้น 7.10% และ การเปิดสาขาใหม่ 3 สาขา ทำให้มีจำนวนสาขารวม 35 แห่ง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบที่กดดันผลกำไรคือ ต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น 12.10% YoY และ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นถึง 27.03% YoY รวมถึง ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น 94.82% YoY ซึ่งส่งผลให้บริษัทขาดทุนสุทธิ 3.45 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ขาดทุน 6.38 ล้านบาท (การขาดทุนลดลงนี้เกิดจากการเปรียบเทียบกับฐานที่ขาดทุนมากกว่าในปีก่อน)
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเติบโตของรายได้มาจากกลยุทธ์การเพิ่มยอดขายในสาขาเดิม ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการดึงดูดลูกค้าและเพิ่มปริมาณการซื้อต่อครั้ง หรือการปรับกลยุทธ์ส่งเสริมการขายที่ได้ผล ประกอบกับการขยายสาขาใหม่เป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงลูกค้าและเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต
ในขณะเดียวกัน ต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น แต่ก็อาจมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ต้นทุนวัตถุดิบ หรือการบริหารสต็อก ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนั้น มีสาเหตุหลักมาจาก ค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าเสื่อมราคา และค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มจำนวนร้านสาขา ซึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นเกิดจาก ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระยะสั้นและดอกเบี้ยจ่ายตามสัญญาเช่าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการขยายสาขาและการลงทุนตามมาตรฐาน IFRS 16
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของการเติบโตของรายได้ จากการที่บริษัทได้ลงทุนขยายสาขาใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้มีฐานรายได้ที่กว้างขึ้นในอนาคต และ SSSG ที่เป็นบวกแสดงถึงการตอบรับที่ดีของตลาด อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นนั้น มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นผลมาจากการขยายธุรกิจและการลงทุนที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งบริษัทจะต้องบริหารจัดการต้นทุนเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อพลิกกลับมามีกำไรสุทธิในอนาคต
Highlight สำคัญ
- รายได้จากการขาย Q2/66 เติบโต 10.85% YoY แตะ 258.78 ล้านบาท และ 6M/66 เติบโต 9.22% YoY แตะ 509.31 ล้านบาท
- SSSG ไตรมาส 2 ปี 2566 เพิ่มขึ้น 7.10% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
- เปิดสาขาใหม่ 3 สาขา ในปี 2566 ทำให้มีจำนวนสาขารวม 35 แห่ง ณ สิ้นไตรมาส 2/66
- ขาดทุนสุทธิ Q2/66 ลดลง YoY อยู่ที่ 3.45 ล้านบาท จากขาดทุน 6.38 ล้านบาทใน Q2/65 (แต่ขาดทุนเพิ่มขึ้น QoQ จาก 2.41 ล้านบาท)
- ขาดทุนสุทธิ 6M/66 ลดลง YoY อยู่ที่ 5.86 ล้านบาท จากขาดทุน 10.10 ล้านบาทใน 6M/65
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลง ใน Q2/66 อยู่ที่ 12.37% จาก 13.34% ใน Q2/65 โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ส่งเสริมการขายจากผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายลดลง
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 27.03% YoY ใน Q2/66 และ 23.80% YoY ใน 6M/66 จากการเพิ่มจำนวนสาขา
- ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 94.82% YoY ใน Q2/66 และ 63.49% YoY ใน 6M/66 จากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมและสัญญาเช่าที่สูงขึ้น
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ เซาท์เทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ KK มีรายได้จากการขายรวม 258.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.29% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และเพิ่มขึ้น 10.85% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยรายได้จากการค้าปลีกเติบโต 5.67% QoQ และ 12.46% YoY ขณะที่รายได้จากการค้าส่งปรับลดลง 9.34% QoQ แต่เติบโตเล็กน้อย 1.81% YoY
ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 1.99% QoQ และ 12.10% YoY ส่งผลให้กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 32.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.53% QoQ แต่ลดลง 2.76% YoY ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 12.37% ลดลงจาก 13.34% ใน Q2/65 โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้ส่งเสริมการขายจากผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายลดลง
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 12.43% QoQ และ 27.03% YoY มาอยู่ที่ 35.27 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 48.50% QoQ และ 94.82% YoY มาอยู่ที่ 1.80 ล้านบาท ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 3.45 ล้านบาท ซึ่งขาดทุนเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า (2.41 ล้านบาท) แต่ขาดทุนลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ขาดทุน 6.38 ล้านบาท) คิดเป็นการขาดทุนที่ลดลง 217.36% YoY
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 509.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.22% YoY โดยมี SSSG ที่ 7.10% และการเปิดสาขาใหม่ 3 สาขา ทำให้มีจำนวนสาขารวม 35 แห่ง ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 10.13% YoY กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 60.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.88% YoY แต่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 12.55% เป็น 11.82% YoY
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 23.80% YoY และต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 63.49% YoY ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 5.86 ล้านบาท ลดลง 238.12% YoY จากขาดทุน 10.10 ล้านบาทในปีก่อน
โอกาส
- การเติบโตของรายได้จากการขาย: SSSG ที่เป็นบวกและจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้ในอนาคต
- การขยายสาขา: การเปิดสาขาใหม่เป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าและเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด
- การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ: หากเศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัว จะส่งผลดีต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและยอดขายของธุรกิจค้าปลีก
ความเสี่ยง
- การเพิ่มขึ้นของต้นทุน: ต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจกดดันอัตรากำไรและผลกำไรสุทธิ
- การแข่งขันในอุตสาหกรรมค้าปลีก: อุตสาหกรรมค้าปลีกมีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้เล่นรายเดิมและรายใหม่ รวมถึงช่องทางออนไลน์
- การบริหารจัดการต้นทุน: ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญในการพลิกกลับมามีกำไร
- ภาวะเศรษฐกิจและความผันผวน: ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้ม SSSG: การรักษาอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมให้ต่อเนื่อง
- การบริหารจัดการต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: ความสามารถในการควบคุมต้นทุนให้สอดคล้องกับการเติบโตของรายได้
- การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงิน: ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่อาจปรับตัวสูงขึ้น
- แผนการขยายสาขาและการคืนทุนจากการลงทุน: ติดตามผลตอบแทนจากการลงทุนในสาขาใหม่
- การเปลี่ยนแปลงของรายได้ส่งเสริมการขาย: ผลกระทบจากการลดลงของรายได้ส่วนนี้ต่ออัตรากำไรขั้นต้น
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
- รายได้จากการขาย: รายได้รวมเติบโต 10.85% YoY โดยมีแรงหนุนหลักจาก SSSG ที่ 7.10% และการเปิดสาขาใหม่ 3 สาขา ทำให้มีจำนวนสาขารวม 35 แห่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของเครือข่ายการให้บริการ
- ต้นทุนขายและกำไรขั้นต้น: ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 12.10% YoY ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของรายได้เล็กน้อย ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 13.34% ใน Q2/65 เป็น 12.37% ใน Q2/66 โดยระบุสาเหตุหลักว่ามาจากรายได้ส่งเสริมการขายจากผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายลดลง
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: เพิ่มขึ้น 27.03% YoY ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของรายได้มาก สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าเสื่อมราคา และค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มจำนวนร้านสาขา
- ต้นทุนทางการเงิน: เพิ่มขึ้น 94.82% YoY จากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระยะสั้นและดอกเบี้ยจ่ายตามสัญญาเช่าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการขยายสาขาภายใต้มาตรฐาน IFRS 16
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 445.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.64% จากปีก่อนหน้า โดยมีสินทรัพย์สำคัญคือ อาคารและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น 17.38 ล้านบาท และสินทรัพย์สิทธิการใช้ที่เพิ่มขึ้น 21.72 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มจำนวนร้านสาขา
หนี้สินรวมอยู่ที่ 278.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.45% จากปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากเงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 27.67 ล้านบาท และหนี้สินตามสัญญาเช่าเพิ่มขึ้น 21.28 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับการขยายสาขา
ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 6.66% จากปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 166.75 ล้านบาท เนื่องจากการจ่ายปันผล 6.04 ล้านบาท และผลขาดทุนสำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 จำนวน 5.86 ล้านบาท
สรุปท้าย
KK ในไตรมาส 2 ปี 2566 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของรายได้จากการขายที่แข็งแกร่งจากการเพิ่มขึ้นของ SSSG และการขยายสาขาใหม่ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ได้กดดันอัตรากำไรขั้นต้นและส่งผลให้บริษัทยังคงมีผลขาดทุนสุทธิ แม้จะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและการสร้างยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกฟื้นผลประกอบการให้กลับมามีกำไรในอนาคต