https://aio.panphol.com/assets/images/community/17081_B74FAF.png

PRM ปี 2568 เติบโตแบบมั่นคง รายได้ยังอยู่ที่ 8,745 ล้าน กำไรสุทธิแตะ 2,287 ล้าน พร้อมเปิดแผนขยาย OSV สู่ตะวันออกกลาง

P/E 9.19 YIELD 5.59 ราคา 8.95 (0.00%)

PRM ปี 2568 เติบโตแบบมั่นคง รายได้ยังอยู่ที่ 8,745 ล้าน กำไรสุทธิแตะ 2,287 ล้าน พร้อมเปิดแผนขยาย OSV สู่ตะวันออกกลาง

บริษัทพริมามารีนจำกัด (มหาชน) หรือ PRM ปิดบัญชีปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยผลงานที่น่าประทับใจ โดยรายได้รวมยังคงอยู่ที่ระดับ 8,745 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าที่ 8,745 ล้านบาท แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาและน้ำท่วมภาคใต้ที่กระทบต่อธุรกิจขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ แต่บริษัทสามารถรักษาเสถียรภาพทางการเงินได้อย่างเหนียวแน่น พร้อมกับเห็นสัญญาณเติบโตเล็กน้อยในกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเป็น 2,287 ล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่อยู่ในระดับเดียวกัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

“แม้จะไม่มีการเติบโตของรายได้รวม แต่ PRM กลับสร้างความแข็งแกร่งในตัวเลขที่แท้จริง — อัตราการใช้เรือ (Utilization Rate) พุ่งขึ้นจาก 77.7% เป็น 85.7% ภายในปีเดียว”

จุดเปลี่ยนสำคัญของปีนี้คือการปรับโครงสร้างกลยุทธ์ธุรกิจอย่างชัดเจน โดยเลิกส่งน้ำมันไปยังกัมพูชาที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และหันมาเน้นตลาดต่างประเทศแทน โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทเคมีภัณฑ์และผู้ผลิตน้ำมันดิบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกกลางและแปซิฟิก ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงให้กับรายได้ระยะยาว การขยายธุรกิจออฟชอลซัพพอร์ตเวสเซล (OSV) กลายเป็นหัวใจสำคัญของแผนการเติบโต โดยมีเรือเข้ามาใหม่ทั้งหมด 5 ลำในปีนี้ แบ่งเป็น เรือขนส่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่ 1 ลำ เรือขนส่งน้ำมันขนาด 5,000 ตัน 1 ลำ และเรือต่อใหม่ 3 ลำ ทยอยเข้าสู่การให้บริการตั้งแต่ไตรมาสสาม คือเดือนที่เจ็ดถึงเก้า

“เรือใหม่ทั้ง 5 ลำ ไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวน — มันคือการลงทุนในอนาคตที่เน้นคาร์บอนต่ำและประสิทธิภาพสูง”

เรือใหม่ทั้งหมดมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น เครื่องยนต์ไฮบริดและระบบควบคุมเสถียรภาพ (Gyro Stabilizer) ที่ช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือในพื้นที่คลื่นแรง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดเป้าหมายหลักในปีนี้ สัญญาการให้บริการส่วนใหญ่เป็นแบบไทม์ชาร์เตอร์ระยะยาว ทั้งในกลุ่มเรือ FSO ที่มีสัญญาถึง 10 ปี และ OSV ที่อยู่ระหว่าง 5 ถึง 10 ปี ทำให้มั่นใจได้ว่ารายได้จะมีความต่อเนื่องในระยะยาว

“การเปลี่ยนเส้นทางจากกัมพูชาสู่ตะวันออกกลางไม่ใช่แค่เรื่องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง — มันคือการวางรากฐานใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม”

ในด้านผลประกอบการ บริษัทยังคงรักษาอัตราการใช้เรือ (Utilization Rate) ไว้ได้สูงถึง 85.7% จาก 77.7% ในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดีขึ้น และการเพิ่มปริมาณเรือในตลาดเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน รายได้จากธุรกิจออฟชอลซัพพอร์ตเวสเซล (OSV) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ไม่มีตัวเลขเฉพาะเจาะจงในรายงาน แต่สะท้อนผ่านการเติบโตของอัตราการใช้เรือและแผนขยายตัว

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • มีเรือเข้ามาใหม่กี่ลำในปี 2568? มีทั้งหมด 5 ลำ: 1 ลำเรือขนส่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่, 1 ลำเรือขนส่งน้ำมัน 5,000 ตัน (ซื้อมือสอง), และเรือต่อใหม่ 3 ลำ ทยอยเข้าบริการเดือนละ 1 ลำ ตั้งแต่เดือนที่เจ็ดถึงเก้า
  • สัญญาของเรือใหม่มีความยาวเท่าใด? ส่วนใหญ่เป็นสัญญาไทม์ชาร์เตอร์ระยะยาว: เรือ FSO 10 ปี, เรือ OSV 5–10 ปี
  • การเปลี่ยนเส้นทางไปตะวันออกกลางส่งผลต่อผลประกอบการหรือไม่? ไม่มีผลกระทบเชิงลบ เพราะบริษัทปฏิบัติตามนโยบายรัฐและกองทัพเรือ โดยปรับเส้นทางเพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากพื้นที่เสี่ยงสูง
  • เรือใหม่มีคุณสมบัติพิเศษอะไรบ้าง? มีระบบไฮบริดและ Gyro Stabilizer เพื่อลดคาร์บอนฟุตพรินต์และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือ
  • มีการจ่ายปันผลพิเศษในไตรมาสแรกหรือไม่? ยังไม่มีการประกาศปันผลพิเศษ โดยปันผลตามปกติคือ 0.50 บาทต่อหุ้น และจะจ่ายในเดือนพฤษภาคม

เป้าหมายและสิ่งที่ต้องจับตาในอนาคต

  • ระยะสั้น (1–3 ปี): เพิ่มอัตราการใช้เรือให้ถึง 90% โดยเน้นขยายธุรกิจ OSV ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกกลาง
  • ระยะยาว (5+ ปี): พัฒนาเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในอุตสาหกรรมขนส่งน้ำมัน โดยเน้นเทคโนโลยีลดคาร์บอนและบริการระดับโลก
  • สิ่งที่ต้องจับตา: การเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานของรัฐบาล, ความผันผวนของตลาดน้ำมันโลก, และการแข่งขันจากบริษัทดิจิทัลเพลเยอร์ที่เน้นต้นทุนต่ำและความรวดเร็ว

โพสต์ล่าสุด