https://aio.panphol.com/assets/images/community/16763_E3243E.png

หุ้น NEO ปี 2568: รายได้แตะ 2,938 ล้าน กำไรสุทธิฟื้นตัวแรง 181.4% แม้ลดลง YoY

P/E 10.68 YIELD 6.75 ราคา 20.00 (0.00%)

หุ้น NEO ปี 2568: รายได้แตะ 2,938 ล้าน กำไรสุทธิฟื้นตัวแรง 181.4% แม้ลดลง YoY

บริษัทนีโอคอร์ปอเรทจำกัดมหาชน (NEO) โชว์ฟอร์มร้อนแรงในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยรายงานรายได้รวมสูงถึง 2,938 ล้านบาท เติบโต 10.5% จากปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิแม้ลดลง 30.8% เมื่อเทียบ YoY แต่กลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 181.4% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนพลังการฟื้นตัวของโมเมนตัมทางธุรกิจในช่วงปลายปี โดยเฉพาะจากกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักอย่าง Household และ Personal Care ที่ยังคงรักษาระดับการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

“แม้กำไรสุทธิจะลดลง YoY แต่การฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้าถึง 181.4% แสดงให้เห็นว่าบริษัทไม่ได้หยุดนิ่ง — มันกำลังปรับโครงสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง”

การเติบโตของรายได้มาจากการขยายฐานผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพรีเมียม (Premium Segment) และการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “Tros” สำหรับดูแลผมและหนังศีรษะ พร้อมกับซีรีส์ “Be Nice Tokyo Ishikago” ที่กลายเป็นฮีโร่ซีรีส์ปี 2026 โดยเฉพาะในหมวด Household ที่ครองสัดส่วน Market Share เพิ่มขึ้นจาก 42% เป็น 44% และ Personal Care จาก 17% เป็น 18% ขณะที่ Baby & Kids ปรับตัวลงเล็กน้อยจาก 30% เหลือ 28%

“Core Profit จากกลุ่ม Household เพิ่มขึ้น 18.6% YoY และ Personal Care เพิ่ม 17.5% YoY — นี่คือเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อน EBIT สูงถึง 1,054 ล้านบาทในปีนี้”

แม้ต้นทุนวัตถุดิบจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่บริษัทสามารถรักษาผลกำไรขั้นต้นได้อย่างมั่นคงผ่านการปรับราคาอย่างระมัดระวัง การบริหารสต๊อก และการใช้กลยุทธ์ hedging ระยะกลาง (3–6 เดือน) โดยเฉพาะในสินค้าอย่างปาล์มเคอร์โนลด์ ออย ที่คาดว่าจะทรงตัวใกล้เคียงกับปีก่อน ส่วนน้ำหอมยังคงนิ่ง ขณะที่การเติบโตของ Modern Trade เพิ่มขึ้นจาก 49% เป็น 51% และมีแผนขยาย Traditional Trade ถึง 40,000 จุดภายในปี 2566

“การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ 51 SKU ในไตรมาส 4 และการขยายช่องทางในตลาดท้องถิ่นคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ยอดขายในไตรมาสสุดท้ายพุ่งแรง”

ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อผลประกอบการ ได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจจากโครงการ “คนละครึ่ง” และสวัสดิการภาครัฐ ซึ่งช่วยหนุนกำลังซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่ม Traditional Trade ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากนโยบายแบนสินค้าไทยในกัมพูชา ส่งผลให้ยอดขายต่างประเทศลดลงถึง 12.3% YoY ในไตรมาสที่ 4 ขณะเดียวกัน การแข่งขันด้านราคาในหมวด Baby & Kids และภาวะชะลอตัวของตลาดเด็กในประเทศ ก็ทำให้ Non-Core Profit จากกลุ่มนี้ลดลง 6.4% YoY

“แม้ตลาดต่างประเทศจะเจอแรงกดดันจากภัยคุกคามทางการเมือง แต่บริษัทมีแผนบริหารจัดการต้นทุนและหุ้นส่วนอย่างรอบคอบ — นี่คือความแข็งแกร่งที่มองเห็นได้ในตัวเลข”

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • เป้าหมายรายได้ปี 2566: บริษัทตั้งเป้าเติบโต “Mid-to-High Single Digit Growth” โดยคาดว่าจะ Outperform ตลาดเฉลี่ยอย่างต่อเนื่อง
  • ลงทุนปีนี้: มูลค่ารวมประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยใช้หลักสำหรับโครงการ Household Phase 1 และมี Carplex เพิ่มเติม 200–300 ล้านบาท
  • COD ของ Household Phase 1: คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปี 2566 โดยค่าเสื่อมราคาอยู่ที่ 70–80 ล้านบาทต่อปี กระทบ GPM เพียงระดับปานกลาง
  • การปรับราคา: ไม่มีการปรับราคาโดยตรง เนื่องจากตลาดควบคุมราคาย่อย และสภาพแวดล้อมการแข่งขันเข้มข้น แต่โวลุ่มยังเติบโตต่อเนื่อง
  • เป้าหมาย Premium Segment: ตั้งเป้าให้สัดส่วนรายได้จากสินค้าระดับพรีเมียมเพิ่มขึ้นมากกว่า 6% ในปี 2566 โดยเฉพาะจากแบรนด์ DINY DELUXE และ Be Nice
  • ตลาดต่างประเทศกลับมาสองหลักเมื่อไหร่: ยังไม่สามารถระบุชัดเจน เนื่องจากผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางและเงินบาทแข็งค่า แต่คาดว่าจะเห็นผลในไตรมาสแรกของปี 2566 หากเศรษฐกิจมหภาคดีขึ้น
  • เป้าหมาย SKU ใหม่: ตั้งเป้าเปิดตัวสินค้าใหม่กว่า 200 SKU ในปี 2566 เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอใน New Segments เช่น Anti-Hair Loss และ Petcare
  • การบริหารต้นทุน: มีการ hedging ราคาสินค้าระยะกลาง และบริหารสต๊อกอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของวัตถุดิบ
  • ผลประกอบการไตรมาส 4: เกิดจากแรงผลักดันจาก “คนละครึ่ง” และการเติบโตของ Household โดยเฉพาะน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ครอง Market Share เพิ่มขึ้น 2% และซักผ้าเพิ่ม 1.8%

ด้วยโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย กลยุทธ์ “Built Multiple Growth Platforms” ที่ลงมือจริง และการได้รับการรับรอง Green Industry Level 5 จากกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึง SET ESG Rating A บริษัทนีโอจึงไม่ใช่แค่ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ยังเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและความยั่งยืนที่นักลงทุนควรจับตาอย่างใกล้ชิด

โพสต์ล่าสุด