บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
MPJ เติบโต 5.5% ปี 2568 รายได้ทะลุ 1,075 ล้าน กำไรสุทธิแตะ 111 ล้าน พร้อมเป้า 2026 รายได้ 1,300 ล้าน
P/E 6.64 YIELD 9.77 ราคา 3.48 (0.00%)
MPJ เติบโต 5.5% ปี 2568 รายได้ทะลุ 1,075 ล้าน กำไรสุทธิแตะ 111 ล้าน พร้อมเป้า 2026 รายได้ 1,300 ล้าน
หุ้น MPJ ปิดไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568 ด้วยผลงานที่น่าประทับใจ โดยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แตะระดับ 1,075 ล้านบาท ซึ่งมาจากการขยายบริการขนส่งและคลังสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดลานตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ที่ลาดกระบัง พร้อมกับการรุกเข้าสู่ตลาด “โลจิสติกส์สีเขียว” ด้วยบริการขนส่งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ตอบโจทย์เทรนด์โลกอย่างแท้จริง
“รายได้เพิ่มขึ้น 5.5% แต่กำไรสุทธิเติบโตถึง 13.3% — นั่นคือสัญญาณชัดเจนว่า MPJ ควบคุมต้นทุนได้อย่างแม่นยำ และเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไรอย่างมีประสิทธิภาพ”
ผลประกอบการที่แข็งแกร่งสะท้อนผ่านตัวเลขสำคัญหลายจุด โดยเฉพาะ EBITDA ที่แตะระดับ 180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA Margin) อยู่ที่ 16.8% ขณะที่กำไรสุทธิ (Net Profit) อยู่ที่ 111 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ถึง 10.3% ส่วนกำไรขั้นต้น (Gross Profit) อยู่ที่ 249 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) 23.2%
“การที่ Gross Margin ยังรักษาไว้ได้ที่ 23.2% แม้จะมีต้นทุนการก่อสร้างลานตู้เพิ่มขึ้น — แสดงถึงความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบด้าน”
กลยุทธ์หลักที่ผลักดันผลประกอบการในปีนี้ ได้แก่ การขยายลานตู้คอนเทนเนอร์ที่ลาดกระบัง ซึ่งมีพื้นที่รวม 24 ไร่ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานจากลานเดิม 19 ไร่ โดยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 พื้นที่ดังกล่าวมีอัตราการใช้งาน (Utilization Rate) อยู่ที่ระดับ 80–90% ถือเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการรับลูกค้าใหม่และรักษาฐานลูกค้าเดิมได้อย่างมั่นคง
“การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 24 ไร่ และลานตู้ 19 ไร่ ไม่ใช่แค่เพื่อเพิ่มพื้นที่ แต่คือการสร้างศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่รองรับการเติบโตของตลาดในอนาคต”
ด้านความเสี่ยงภายนอก บริษัทเผชิญกับแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่ผันผวน โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งส่งผลต่อเส้นทางขนส่งของลูกค้าเพียง 2% ของยอดรวม แต่บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ด้วยการลดความพึ่งพาเส้นทางนี้ และขยายตลาดไปยังภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงอย่างมีระบบ
“แม้ราคาน้ำมันจะสูงขึ้น แต่การปรับราคาค่าขนส่งตามอัตราเงินเฟ้อ และการใช้สัญญาเชื้อเพลิงล่วงหน้า ช่วยให้บริษัทยังรักษาความสามารถในการทำกำไรได้แม้ในภาวะผันผวน”
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- กำไรสุทธิเติบโต 13.3% แต่รายได้เพิ่มแค่ 5.5% — ทำไมถึงเกิดแบบนี้? เนื่องจากบริษัทควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการลดต้นทุนการขนส่งผ่านระบบ TMS และการปรับโครงสร้างพนักงานอย่างเหมาะสม แม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการเปิดลานตู้ใหม่และสำรองผลประโยชน์พนักงานตามมาตรฐานบัญชี
- บริษัทมีแผนปันผลในอนาคตไหม? ใช่ โดยรักษาระดับการจ่ายปันผลไว้ที่ประมาณ 61% ของกำไรสุทธิ ซึ่งในปี 2568 คิดเป็น 68 ล้านบาท หรือ 0.34 บาทต่อหุ้น
- สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุสกระทบรายได้ไหม? มีผลกระทบในระดับเล็กน้อย เพราะลูกค้าที่พึ่งพาเส้นทางนี้มีเพียง 2% ของยอดรวม และบริษัทได้ปรับพอร์ตลูกค้าและขยายตลาดภูมิภาคแล้ว
- เป้าหมายปี 2569 (2026) คืออะไร? เป้ารายได้ 1,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากปี 2568 โดยอิงจากแผนขยายลานตู้ที่ลาดกระบัง และการเพิ่มบริการขนส่ง EV ซึ่งจะใช้งบลงทุน 70 ล้านบาทในปี 2569
- ต้นทุนเงินกู้เป็นเท่าไหร่? อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย (IBDE) อยู่ที่เพียง 0.13% ซึ่งถือว่าต่ำมาก และบริษัทมีหนี้สินคิดเป็น 28% ของทรัพย์สิน แสดงถึงโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแรง
- รายได้จากโครงการ OMP กับ GP? โครงการ OMP มีรายได้ 70 ล้านบาท ขณะที่ GP ไม่ได้ระบุในรายงานการประชุม
- คดีความรถชนบริษัทเป็นอย่างไร? พนักงานขับรถไม่มีความผิดตามคดีอาญา จึงไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง
ภาพรวมของ MPJ ในปี 2568 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่เพียงแค่ขยายพื้นที่ แต่ยังเน้นการใช้เทคโนโลยีและบริหารจัดการต้นทุนอย่างชาญฉลาด พร้อมรับมือความเสี่ยงภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเป้าหมายรายได้ปี 2569 ที่ 1,300 ล้านบาท และอัตรากำไรที่ยังคงอยู่ในระดับสูง — นี่คือหุ้นโลจิสติกส์ที่ไม่ได้แค่ “เดินหน้า” แต่ยัง “วิ่งเร็ว” ในตลาดที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน