บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
ราชธานีลิสซิ่ง (THANI) ปี 2568: กำไรสุทธิพุ่ง 1,148 ล้าน คุณภาพพอร์ตดีขึ้น แม้ตลาดรถใหม่ยังซบ
P/E 9.17 YIELD 6.51 ราคา 1.69 (0.00%)
ราชธานีลิสซิ่ง (THANI) ปี 2568: กำไรสุทธิพุ่ง 1,148 ล้าน คุณภาพพอร์ตดีขึ้น แม้ตลาดรถใหม่ยังซบ
บริษัทราชธานีลิสซิ่งจำกัด (มหาชน) หรือ THANI ปิดบัญชีงวดปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยผลงานที่น่าประทับใจ โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,148 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) หรือ Core Profit สะท้อนความแม่นยำในการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่อ และการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มข้น แม้จะเผชิญกับภาวะตลาดรถยนต์ที่ชะลอตัว โดยเฉพาะรถบรรทุกใหม่ที่ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน แต่ภาพรวมพอร์ตรถยนต์กลับปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการเติบโตของกลุ่มรถเก่า Luxury Car Big Bike และแท็กซี่ไฟฟ้า (Taxi EV) ที่มีแนวโน้มขยายต่อเนื่องในปี 2569
“ภาพรวมพอร์ตกลับมาดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มรถเก่าและรถที่มีความต้องการใช้งานสูง เช่น Taxi EV และ Luxury Car สะท้อนเศรษฐกิจภาคธุรกิจพาณิชย์เริ่มฟื้นตัว”
ตัวเลขสำคัญที่เด่นชัดคืออัตราส่วนหนี้สงสัยรับไม่ได้ (NPL Ratio) ที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2.56% แม้จะมีการปรับลดค่าเผื่อหนี้ผิดนัด (Impairment Loss on MTA) จาก 282 ล้านบาทในปีก่อน มาอยู่ที่ 196 ล้านบาท และ ECL (Expected Credit Loss) ลดลงจาก 1,112 ล้านบาท เหลือเพียง 813 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) พุ่งสูงถึง 30.73% จาก 19% ในปีก่อนหน้า ส่วนอัตราผลตอบแทนต่อทุน (ROE) อยู่ที่ 8.37%
“การบริหารจัดการพอร์ตอย่างเข้มงวด ทำให้ Rejection Rate ลดลงจาก 30% เหลือเพียง ≤15% สะท้อนคุณภาพลูกหนี้ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน”
การบริหารจัดการต้นทุนดำเนินงานได้ผลอย่างโดดเด่น โดยมีการลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานลงกว่า 300 ล้านบาท ขณะที่อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ (Cost Income Ratio) อยู่ที่ประมาณ 20% ซึ่งถือว่าต่ำและมีประสิทธิภาพสูง ส่วนมูลค่าพอร์ตสินเชื่อ (AUM) ยังคงอยู่ที่ระดับ ~38,000 ล้านบาท ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่คุณภาพของพอร์ตกลับดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการลดมูลค่าสต๊อกลดยึดจาก 1,131 ล้านบาท เหลือเพียง ~300 ล้านบาท ภายในปีเดียว
“สินเชื่อแท็กซี่ไฟฟ้าแม้มีสัดส่วนเพียง 1% ของพอร์ตทั้งหมด แต่มี NPL ต่ำสุดในบริษัท และแทบไม่มีการยึดรถเลย”
กลุ่มลูกค้าที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ แท็กซี่ไฟฟ้า (Taxi EV) ที่บริษัทปล่อยสินเชื่อให้กับพนักงานของบริษัทและสหกรณ์แท็กซี่ โดยไม่ผูกติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง และมีการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวด ทำให้ไม่มี First Default เกิดขึ้นจากสินเชื่อที่ปล่อยในปี 2568 ส่วนรถบรรทุกเก่า มีผู้เล่นลดลงอย่างมากหลังวิกฤติลดยึด ขณะที่ตลาดรถใหม่ยังคงเป็นตัวแปรไม่แน่นอน แม้จะมีสัญญาณบวกจากแนวโน้มการปรับราคาขึ้นของรถเก่า และคาดว่ายอดขายรถบรรทุกใหม่ในปี 2569 จะกลับมาใกล้เคียงระดับ 20,000 ยูนิต
“การยึดรถลดลงอย่างมาก เพราะลูกค้าเริ่มหันไปใช้รถใหม่มากขึ้น ทำให้ supply ลดยึดปรับตัวลงอย่างชัดเจน”
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- กำไรสุทธิและ Core Profit เท่ากันที่ 1,148 ล้านบาท หมายความว่าอะไร? หมายถึง ไม่มีรายการ Non-Core หรือรายจ่ายพิเศษที่กระทบต่อผลกำไร โดยทุกส่วนของกำไรเกิดจาก Core Business อย่างแท้จริง
- Rejection Rate ลดจาก 30% เหลือ ≤15% แสดงถึงอะไร? แสดงถึงการคัดกรองลูกหนี้อย่างเข้มงวดขึ้น ทำให้พอร์ตมีคุณภาพดีขึ้น และลดความเสี่ยงในระยะยาว
- สินเชื่อแท็กซี่ไฟฟ้าปล่อยให้กับใครบ้าง? หลักๆ ปล่อยให้กับพนักงานของบริษัทและสหกรณ์แท็กซี่ โดยเป็นรายบุคคลไม่มากนัก
- มีแผนออกหุ้นกู้เพิ่มในปี 2569 หรือไม่? ไม่มีแผนออกหุ้นกู้ใหม่ แต่มีการชำระคืนหุ้นกู้ครบตามกำหนด และวางแผนคืนล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือน
- มีวงเงินสินเชื่อเหลือจากสถาบันการเงินไหม? มีวงเงินเหลืออยู่มาก บริษัทยังคงมีความยืดหยุ่นในการปล่อยสินเชื่อในอนาคต
- เป้าหมายปล่อยสินเชื่อปี 2569 คือเท่าไร? มีเป้าหมายปล่อยสินเชื่อในระดับ 17,000–19,000 ล้านบาท และคาดว่ารายได้ดอกเบี้ยจะเติบโต 10–15%
- ลดยึดจะกลับมาเป็นปกติหรือไม่? ยังคงอยู่ที่ระดับต่ำกว่าปกติ (50–60 คัน/เดือน) และคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับนี้ในปี 2569
- มีปัจจัยบวก-ลบอะไรที่ต้องจับตาในปี 2569? ✅ บวก: การฟื้นตัวของ Import Export และการปรับราคาขึ้นของรถป้ายแดง ❌ ลบ: ความไม่แน่นอนจากภัยธรรมชาติหรือสงครามที่อาจกระทบเศรษฐกิจ
ในภาพรวม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ถือเป็นปีแห่งการฟื้นตัวอย่างมีรากฐานของราชธานีลิสซิ่ง โดยทุกตัวเลข — จากกำไร 1,148 ล้านบาท NPL Ratio 2.56% ROE 8.37% Net Profit Margin 30.73% การลด Rejection Rate เหลือ ≤15% และมูลค่าสต๊อกลดยึดที่เหลือเพียง ~300 ล้านบาท — ล้วนเป็นเครื่องหมายของกลยุทธ์การบริหารจัดการที่แม่นยำและเข้มแข็ง แม้ตลาดรถใหม่ยังซบ แต่ความมั่นคงของพอร์ตในกลุ่มรถเก่าและรถใช้งานสูง เช่น Taxi EV และ Luxury Car ทำให้บริษัทมีพื้นฐานรองรับการเติบโตในระยะยาวได้อย่างแข็งแกร่ง