บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
SNP ปีงบ 2568: เร่งปรับตัวสู่โลก Gen Y และโมเดล Self-Service
P/E 17.93 YIELD 5.26 ราคา 9.50 (0.00%)
SNP ปีงบ 2568: เร่งปรับตัวสู่โลก Gen Y และโมเดล Self-Service
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 สุดท้ายของปีนี้ หุ้น SNP หรือเอสแอนด์พีซินดิเคทจำกัด (มหาชน) ยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยรายได้รวมลดลงถึง 7% จากปีก่อนหน้า จากยอดรวม 1,519 ล้านบาทในปี 2567 มาเหลือเพียง 1,408 ล้านบาท ในปีนี้ ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงจาก 278 ล้านบาท เป็น 241 ล้านบาท แม้จะยังคงรักษา margin gross profit ไว้ที่ระดับ 55.7% จากเดิมที่ 56.2%แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ SNP เริ่มตั้งคำถามกับโมเดลธุรกิจเดิมแล้ว โดยเฉพาะจากช่องทาง Takeaway ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ Same Store Sales Growth ในไตรมาสที่ 4 ติดลบถึง -5% — เรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัท
"เราเปลี่ยนจาก 'การรักษาฐานลูกค้าเดิม' มาเป็น 'การสร้าง connection กับ Gen Y และ Gen Z' โดยใช้แคมเปญร่วมแบรนด์ยอดนิยม เช่น GDH และ Nutella"
กลยุทธ์ใหม่ของ SNP เริ่มต้นขึ้นจากความเข้าใจว่าลูกค้าหลักตอนนี้ไม่ใช่แค่คนชราหรือคนออฟฟิศอีกต่อไป แต่เป็น Gen Y (ประมาณ 40%) และ Gen X ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การบริโภคมากกว่ารสชาติเดิม ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษาและพนักงานออฟฟิศ
บริษัทจึงเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยแยกธุรกิจออกเป็นสองส่วนชัดเจน: Core Business หรือร้านอาหารในประเทศที่ยังคงรักษาสัดส่วนรายได้ไว้ที่ประมาณ 92% โดยมีรายได้รวมประมาณ 1,300 ล้านบาท ในขณะที่ Non-Core Business เช่น การดำเนินงานในกัมพูชาและร้านญี่ปุ่นศีรษะ มีรายได้เพียง 108 ล้านบาท และกำลังถูกปรับโครงสร้างอย่างจริงจัง
การตอบโจทย์พฤติกรรมใหม่ ๆ ก็เกิดขึ้นทันที เช่น การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หลายชิ้น เช่น Pop Cake, Bacon Cake และขนมเปียะใหญ่ขนาดใหม่ เพื่อดึงดูดกลุ่ม Gen Z ที่หันมาให้ความสำคัญกับความแปลกใหม่และไลฟ์สไตล์
"เราไม่เพียงแค่ขายอาหาร เราสร้างประสบการณ์ด้วยดีไซน์และเนื้อหาที่เกิดจากลูกค้า"
นอกจากนี้ SNP ยังใช้ระบบ Lean Manufacturing เพื่อลดต้นทุนลงถึงระดับที่น่าประทับใจ โดยขยายไปถึงทั้งหน้าร้านและ back office และเน้นการสร้าง User-Generated Content จากลูกค้าผ่านแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของแบรนด์
แม้จะเผชิญกับปัจจัยภายนอกที่กดดันอย่างหนัก เช่น ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนโยบายภาครัฐเช่น “คนละครึ่งพลาซ่า” ที่ส่งผลให้การใช้จ่ายลดลงในร้านค้าห้างสรรพสินค้า
แต่ SNP ก็ยังมีแผนการขยายต่อยอดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะโมเดล S&P Express และ Self-Service ที่จะขยายไปยังโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัยในเดือนกรกฎาคม โดยเน้นรูปแบบ Self-Service เพื่อตอบโจทย์นักศึกษาและคนทำงาน
บริษัทยังมีแผนปรับโครงสร้างสาขาที่เคยเป็น Low Performing Store โดยมีเป้าหมายเพิ่มเปอร์เซ็นต์เทรดจากเหล่านี้ขึ้นอย่างน้อย 15% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า และหวังจะฟื้นฟูยอดขายและกำไรจากการดำเนินงาน โดยเฉพาะในช่องทาง Delivery และร้านในโรงพยาบาล
ในระยะยาว SNP มุ่งมั่นจะเปลี่ยนโมเดลธุรกิจไปสู่รูปแบบ Digital-first และ Self-Service โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Y และ Gen Z เพื่อสร้างแบรนด์ที่เน้นประสบการณ์และความยั่งยืน
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- Q: ในไตรมาสที่ 1 ส่วนยอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างไร?
A: ยอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจาก Takeaway และ Delivery - Q: Same Store Sales Growth ติดลบเพราะอะไร?
A: จาก Traffic ที่ลดลง โดยเฉพาะลูกค้าออฟฟิศและผู้โดยสาร แต่ Off-Premise เช่น Delivery และ Eat-in เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ - Q: มีแผนขยายโมเดล S&P Express ในโรงพยาบาลหรือไม่?
A: มีแผนขยายจาก “พยาบาลไทยสอง” ไปยัง “อุปกรอกกรณียาท” และเปิดสาขาใหม่ที่มหาวิทยาลัยในเดือนกรกฎาคม - Q: การใช้ AI มีความก้าวหน้าอย่างไร?
A: มีการใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลและการเขียนโปรแกรมแล้ว และกำลังพิจารณาจ้างผู้เชี่ยวชาญด้าน AI มาปรึกษาเพื่อพัฒนาโมเดลธุรกิจระยะยาว - Q: มีปัจจัยบวกและลบกระทบผลประกอบการหรือไม่?
A: ปัจจัยลบคือราคาน้ำมันพุ่ง ส่งผลต้นทุนเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปัจจัยบวกคือแผนขยายธุรกิจใหม่ เช่น S&P Express และร่วมมือกับ GDH และ Nutella - Q: มีแผนปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อรองรับลูกค้าต่างชาติหรือไม่?
A: มีแผนปรับโครงสร้างในสาขาที่มีลูกค้าต่างชาติสูง เช่น สุนทรภูมิ โดยเน้นเมนูเฉพาะทางและวัตถุดิบที่เหมาะกับกลุ่มลูกค้าต่างชาติ