บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
มาลีกรุ๊ป (MALEE) ปี 2568: รายได้ 7,848 ล้าน กำไรขั้นต้นปรับแล้ว 19.2% แม้ยอดขายลด 7.2% — กลยุทธ์เปลี่ยนจาก “ขาย” สู่ “สร้างคุณค่า”
P/E 11.17 YIELD 0.00 ราคา 4.04 (0.00%)
มาลีกรุ๊ป (MALEE) ปี 2568: รายได้ 7,848 ล้าน กำไรขั้นต้นปรับแล้ว 19.2% แม้ยอดขายลด 7.2% — กลยุทธ์เปลี่ยนจาก “ขาย” สู่ “สร้างคุณค่า”
บริษัทมาลีกรุ๊ปจำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ปิดงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยภาพรวมที่ท้าทายแต่เต็มไปด้วยจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยรายงานว่ารายได้รวมอยู่ที่ 7,848 ล้านบาท ลดลง 7.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดชายแดนที่ส่งผลต่อการส่งออกในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันโลกที่ยังคงสูงถึงระดับ 80–90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะพลาสติกที่ใช้ในผลิตภัณฑ์หลายชนิด
"เราไม่ได้หลีกเลี่ยงความท้าทาย แต่เรากำลังเปลี่ยนแปลงวิธีคิดจาก 'การเติบโตด้วยปริมาณ' สู่ 'การสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน'"
อย่างไรก็ตาม แม้รายได้รวมจะลดลง แต่บริษัทยังคงรักษาฐานะผู้นำตลาดในกลุ่มน้ำผลไม้พร้อมดื่มและน้ำมะพร้าวไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง โดยครองส่วนแบ่งตลาดถึง 24% และยังคงเป็นผู้นำเฉพาะทางในตลาดน้ำมะพร้าวไทย ซึ่งสะท้อนถึงความเหนียวแน่นของแบรนด์และความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญคือการย้ายโฟกัสจาก “ยอดขาย” มาสู่ “Value Creation” ผ่านการขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เน้นสุขภาพ เช่น มาลีโคโค่มาชะ และมาลีพาวเวอร์แพลนท์ ซึ่งได้รับการตอบรับดีจากกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสารอาหารและไลฟ์สไตล์สุขภาพ
"มาลีโคโค่มาชะไม่ใช่แค่ชาเขียว แต่คือการตอบโจทย์เทรนด์ 'Functional Beverage' ที่ผู้บริโภคมองว่ามี Perceived Value สูงถึง 35 บาทต่อขวด"
ในแง่โครงสร้างรายได้ บริษัทยังคงพึ่งพาธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) อยู่ที่ 66% ซึ่งถือเป็นฐานรายได้หลัก โดยมีลูกค้ารายใหญ่ที่ร่วมงานกันยาวนานกว่า 10 ปี และมีความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ที่แข็งแกร่ง ส่วนธุรกิจแบรนด์มาลี (Own Brand) คิดเป็น 33% แต่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่มสัดส่วนรายได้ในกลุ่มสินค้าสุขภาพ ขณะที่ส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น เอ่อฟาร์มนม มีสัดส่วนเพียง 1% แต่ยังคงรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้ารายใหญ่ไว้ได้
"เราไม่ได้ลดต้นทุนด้วยการลดคุณภาพ แต่เราใช้ IoT, AI และ ERP เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนโดยรวม"
ด้านผลประกอบการเชิงตัวเลข แม้บริษัทจะไม่เปิดเผยตัวเลขกำไรขั้นต้น (EBIT) และกำไรสุทธิอย่างชัดเจน แต่ระบุว่าอัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร (ROE) เพิ่มขึ้นจาก 8% ในปีก่อนหน้า เป็น 13.5% ในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกอย่างชัดเจนว่าการบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นปรับปรุงแล้ว (Adjusted Gross Profit Margin) ยังคงอยู่ที่ 19.2% แม้จะเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
"การเพิ่มสัดส่วนรายได้จากแบรนด์มาลีจาก 33% เป็น 55% ในปี 2569 ไม่ใช่เป้าหมายที่ไกลเกินเอื้อม แต่คือแผนที่วางไว้ตั้งแต่ปีนี้"
ในด้านการลงทุน บริษัทมีแผนจัดสรรเงินลงทุนระหว่าง 100 ล้านถึง 200 ล้านบาท ในปีนี้ โดยเน้นด้านการอัตโนมัติในสายผลิตภัณฑ์ (Production Line) และการพัฒนา ERP System เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์และลดต้นทุน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงเชื้อเพลิงจากน้ำมันเป็น LPG และน้ำมันเตา เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- Q: ยอดขายลด 7.2% แต่ ROE เพิ่มขึ้นถึง 13.5% — ได้อย่างไร?
A: การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านระบบดิจิทัล เช่น IoT และ AI ช่วยลดต้นทุนโดยรวม แม้รายได้จะลด แต่กำไรขั้นต้นปรับแล้วยังอยู่ที่ 19.2% ทำให้ ROE เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ - Q: มาลีโคโค่มาชะราคา 35 บาท ได้รับการตอบรับดีจริงหรือ?
A: ใช่ โดยผู้บริโภคให้ Perceived Value สูง เพราะเน้น “สินค้ากระแสนะ” และมีรีวิวดีจากผู้ใช้จริง โดยไม่ต้องจ้างโฆษณา - Q: มีแผนเปิดตลาดใหม่ใดบ้าง?
A: เน้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย พร้อมมีแผนพัฒนาตลาดจีนและเกาหลีใต้ ส่วนยุโรปอยู่ในแผนระยะยาว - Q: มีสัญญาณฟื้นตัวจากลูกค้า OEM กลุ่มนมหรือไม่?
A: มีชัดเจนแล้ว โดยลูกค้าที่หายไปในปีก่อนเริ่มทยอยกลับมาตั้งแต่ไตรมาสที่สาม และมีลูกค้าใหม่เข้ามาในไตรมาสแรกของปี 2568 - Q: สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศลดลงจาก 40% เป็น 34% — หมายถึงอะไร?
A: สะท้อนการปรับกลยุทธ์ให้เน้นตลาดในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายแบรนด์มาลีในไทย ขณะเดียวกันยังคงรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า OEM ต่างประเทศไว้
ภาพรวมของ MALEE ในปีงบประมาณ 2568 จึงไม่ใช่แค่การ “รับมือวิกฤต” แต่เป็นการ “เปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจ” อย่างมีระบบ โดยมีเป้าหมายระยะสั้นคือการเติบโตของรายได้ 9–12% ในปี 2569 และระยะยาวคือการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากแบรนด์มาลีจาก 33% เป็น 55% พร้อมเปิดตลาดใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรปอย่างเป็นระบบ แม้จะต้องจับตาความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจโลก แต่กลยุทธ์ที่หลากหลายและการบริหารจัดการที่เน้น “คุณค่า” มากกว่า “ปริมาณ” ทำให้ MALEE ยังคงเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีความยืดหยุ่นและมั่นคงในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลก