บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
KSL Opportunity Day: สรุปผลประกอบการ Q2/2568 และแนวโน้มธุรกิจน้ำตาล
P/E -100.00 YIELD 3.25 ราคา 1.23 (0.00%)
KSL Opportunity Day: สรุปผลประกอบการ Q2/2568 และแนวโน้มธุรกิจน้ำตาล
1. ภาพรวมผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact Overview):
ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2568 พบว่า:
- กำไรสุทธิ: 147 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน (Year on Year)
- กำไรสะสม 6 เดือน: 267 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน
- Gross Profit: ลดลงจาก 1,707 ล้านบาท เป็น 1,122 ล้านบาท
- EBITDA: ลดลง 6% (Year on Year) อยู่ที่ 856 ล้านบาท
- EBITDA สะสม 6 เดือน: 1,540 ล้านบาท ลดลง 27% จากปีก่อน
- รายได้หลัก (จากการขายและบริการ): 3,904 ล้านบาท ลดลง 8% (Year on Year)
- รายได้สะสม 6 เดือน: 7,374 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบ:
- ราคาน้ำตาลที่ลดลงในตลาดโลก
- กำไรจากธุรกิจน้ำตาลลดลง 414 ล้านบาท
- กำไรจากธุรกิจโมลาสลดลง 101 ล้านบาท
- กำไรจากธุรกิจไฟฟ้าลดลงเล็กน้อย 55 ล้านบาท
- ต้นทุนในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นเนื่องจากการส่งออกมากขึ้น
ปริมาณการขาย:
- น้ำตาล: เพิ่มขึ้นจาก 124,000 ตัน เป็น 132,000 ตัน (เพิ่มขึ้น 6%)
- โมลาส: ใกล้เคียงกับปีก่อน
- สะสม 6 เดือน: เพิ่มขึ้น 10% โดยน้ำตาลเพิ่มขึ้นจาก 229,000 ตัน เป็น 253,000 ตัน
กำไรสุทธิลดลง 570 ล้านบาทเนื่องจากราคาน้ำตาลในตลาดอุตสาหกรรมน้ำตาลลดลงค่อนข้างเยอะ
รายได้ลดลง 7% เทียบ Q on Q ซึ่งเป็น year on year เป็นเงิน 4,010 ล้านบาท รายได้หลักมาจากการขายและการให้บริการ (95%) ส่วนใหญ่เป็นน้ำตาลและโมลาส
ต้นทุนเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องต้นทุนในการจัดจำหน่ายเนื่องจากสัดส่วนการขายเปลี่ยนไปจากปีก่อน
2. โอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunities):
บริษัทเล็งเห็นโอกาสในการเพิ่มปริมาณอ้อยในการผลิตน้ำตาลมากขึ้น
โอกาสในการกลับมาของตลาดส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ EPZ ในประเทศจีน
3. ความเสี่ยงที่กำลังเผชิญ (Risks and Challenges):
- ราคาน้ำตาลในตลาดโลกมีความผันผวน
- ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชาอาจส่งผลต่อแรงงาน
- ต้นทุนการผลิตและการจัดจำหน่ายอาจเพิ่มขึ้น
- การบริโภคน้ำตาลในประเทศลดลงเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
4. วิธีการแก้ไขปัญหาผลกระทบ (Problem-Solving and Mitigation):
- การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดต้นทุน
- การขยายตลาดยังคงส่งออกไปทางท่าเรือ
- การเพิ่มระยะเวลาในการหีบอ้อย
- การเพิ่มจำนวนรถตัดอ้อย
- การสื่อสารและประชาสัมพันธ์กับชาวไร่อย่างต่อเนื่อง
5. แนวโน้มและอนาคต (Outlook and Future Trends):
- คาดการณ์ปริมาณอ้อยจะเพิ่มขึ้นในปีหน้า
- คาดว่าเจ้าหน้าที่จีนจะเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานโรงงานเพื่ออนุมัติการส่งออกน้ำเชื่อมในปีต่อๆ ไป
- มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG) ในด้านการศึกษา, สิ่งแวดล้อม, และสังคม
- ธุรกิจไฟฟ้าจะเป็นตัวที่มี Margin สูงสุด
6. ช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session): [นาทีที่ 38:50]
-
**แนวโน้มปริมาณอ้อยและราคาปีหน้า**
- **คำถาม:** แนวโน้มของปริมาณอ้อยในปีหน้าและระดับราคาจะเป็นอย่างไรบ้าง?
-
**คำตอบ:**
ปริมาณอ้อยน่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาวะฝนดีและมีพายุเข้าต่อเนื่อง แต่ปัจจัยที่น่ากังวลคือเรื่องแรงงานจากสถานการณ์ความไม่สงบระหว่างไทย-กัมพูชา อาจทำให้แรงงานภาคเกษตรขาดแคลน แม้จะมีการเพิ่มเครื่องจักรและรถตัดอ้อย แต่ก็ยังมีข้อจำกัด ทางออกคือการเพิ่มระยะเวลาในการหีบอ้อย โดยอาจเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมไปจนถึงกลางเดือนเมษายน
-
**ความเป็นไปได้ในการส่งออกน้ำเชื่อมไปจีน**
- **คำถาม:** แนวโน้มความเป็นไปได้ในการส่งออกน้ำเชื่อมจากไทยไปจีนในปีหน้า และปริมาณการบริโภคน้ำเชื่อมของจีนเป็นอย่างไรบ้าง?
-
**คำตอบ:**
ประเทศจีนมีการบริหารจัดการน้ำตาลในการนำเข้า โดยมีทั้งโควต้าสำหรับประเทศที่ได้รับสิทธิและโควต้าเสรีที่เสียภาษีต่ำ ปีหน้าน่าจะดีกว่าปีนี้ แต่คงไม่ดีเท่าช่วงก่อนหน้าที่เคยมีการนำเข้าน้ำเชื่อม 2-3 ล้านตัน ปริมาณที่รัฐบาลจีนสบายใจน่าจะไม่เกิน 1 ล้านตันน้ำตาล ถ้าสูงกว่านั้นอาจมีประเด็นปัญหา
-
**ผลกระทบจากปรับภาษีของสหรัฐฯ**
- **คำถาม:** ผลกระทบจากการปรับภาษีของสหรัฐฯ มีผลกระทบกับอุตสาหกรรมน้ำตาลอย่างไรบ้าง และมีผลกระทบต่อ KSL หรือไม่?
-
**คำตอบ:**
KSL มีโควต้าส่งออกน้ำตาลไปอเมริกาน้อยมาก (หมื่นกว่าตันต่อปี) และแทบไม่มีโควต้าในยุโรป ผลกระทบจึงไม่น่ามีอะไรแย่ลง แต่มีโอกาสที่ดีขึ้นหากอเมริกาพิจารณาเรื่องนี้ใหม่ ประเทศไทยอาจได้โควต้าเพิ่มขึ้น และหาก KSL สามารถส่งสินค้าไปขายในอเมริกาได้โดยมีภาษีเท่าเทียมหรือต่ำกว่าคู่แข่ง ก็ไม่น่ามีปัญหา
-
**แผนการลดหนี้ของบริษัท**
- **คำถาม:** บริษัทมีแผนลดหนี้อย่างไรบ้าง?
-
**คำตอบ:**
โปรเจ็กต์ทั้งหมดของบริษัทน่าจะใช้เงินลงทุนเกือบหมดแล้ว ต่อไปคือการสร้างอ้อยและผลิตน้ำตาลเพื่อหารายได้มาทยอยลดหนี้ ธุรกิจน้ำตาลมีการลงทุนสูง การลดหนี้ต้องใช้เวลาระยะ 5-10 ปี หนี้ก็จะกลับเข้าสู่ระดับปกติของธุรกิจทั่วไป
-
**ผลกระทบจากสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา**
- **คำถาม:** สงครามชายแดนที่เกิดขึ้นมีผลกระทบอย่างไรกับการส่งออกน้ำตาลของบริษัทหรือไม่?
-
**คำตอบ:**
การส่งออกยังสามารถทำได้ทางท่าเรือ ผลกระทบที่สำคัญกว่าคือเรื่องแรงงาน ภาคเกษตรอาจขาดแคลน
-
**Margin ของธุรกิจหลัก**
- **คำถาม:** ใน 3 ธุรกิจหลัก (น้ำตาล, ไฟฟ้า, ปุ๋ย) ธุรกิจใดมี Margin สูงสุดและต่ำสุด?
-
**คำตอบ:**
ธุรกิจไฟฟ้ามักมีกำไรและ Margin สูงสุด แต่ก็ขึ้นอยู่กับราคาขายในแต่ละปี หากปีใดมีอ้อยเยอะกากอ้อยเยอะต้นทุนก็จะลดลง ธุรกิจปุ๋ยมี Margin ระดับหนึ่ง เพราะต้องการช่วยชาวไร่พัฒนาพื้นที่มากกว่าคาดหวังกำไรสูง ธุรกิจน้ำตาลเป็นตัว Baseline ในการหล่อเลี้ยงธุรกิจ
-
**การเติบโตของธุรกิจปุ๋ย**
- **คำถาม:** คาดว่าการเติบโตของธุรกิจปุ๋ยจะมากน้อยแค่ไหน?
-
**คำตอบ:**
ปุ๋ยคงโตไปกว่านี้ไม่เยอะ ขึ้นอยู่กับปริมาณอ้อย หากอ้อยเยอะก็สามารถทำปุ๋ยเพิ่มได้ แต่มากสุดก็โตอีกแค่ 10-20%
-
**ปัจจัยบวกและลบต่อการดำเนินงานที่เหลือของปี**
- **คำถาม:** ขอทราบถึงปัจจัยบวกและลบที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัทในช่วงที่เหลือของปี?
-
**คำตอบ:**
KSL รับรู้รายได้เมื่อมีการส่งมอบน้ำตาล ปัจจัยบวกและลบคือสถานการณ์การค้าชายแดน หากจบเร็วและกลับมาเคลื่อนไหวได้เหมือนเดิม ก็จะมีการเคลื่อนไหวของน้ำตาลอย่างรวดเร็ว และอัตราแลกเปลี่ยน (บาทแข็งเป็นผลเสีย) การค้าชายแดนและอัตราแลกเปลี่ยนน่าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางในช่วงครึ่งปีหลัง
-
**ปัญหาอ้อยไฟไหม้**
- **คำถาม:** ปัญหาเรื่องอ้อยไฟไหม้ยังมีอยู่หรือไม่ และมีเป้าหมายอย่างไร?
-
**คำตอบ:**
อ้อยไฟไหม้ค่อยๆ ลดลง คงเป็นศูนย์เป็นเรื่องยาก แต่ถือว่าอุตสาหกรรมค่อนข้างควบคุมได้แล้ว ลดลงมาเหลือแค่ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ของการปลูกอ้อยทั้งหมด การยืดระยะเวลาหีบอ้อย การเพิ่มรถตัดอ้อย การสื่อสารกับชาวไร่ต่อเนื่อง จะช่วยลดอ้อยไฟไหม้ได้
โดยสรุปแล้ว แม้ผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2568 จะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ KSL ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดต้นทุน ขยายตลาด และให้ความสำคัญกับสังคมและสิ่งแวดล้อม